พ.อ.นที ศุกลรัตน์ (ที่ 2 จากขวา) กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กทช.ระดมความคิดเห็นมวลชนกำหนดเกณท์ออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G
ปิดม่านประชาพิจารณ์ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz และร่างสรุปข้อสนเทศหรือการประชาพิจารณ์ 3G รอบที่ 3 ภายใต้การนำทีมของกทช.ชุดใหม่เครื่องร้อน พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ในฐานะประธานคณะทำงาน 3.9G
การประชาพิจารณ์ครั้งนี้นับว่ามีผู้เข้าร่วมอย่างคึกคักและเป็นไปอย่างเรียบร้อย โดยมีผู้ประกอบการ 3 รายหลักอย่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส)บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และบริษัท ทรูมูฟ
ด้านนักวิชาการ นักกฎหมาย เอ็นจีโอ และสมาพันธ์ผู้บริโภคทั่วทุกสารทิศตบเท้าเข้าร่วมวงประชาพิจารณ์อย่างคับคั่งจนมีเสียงเล็ดรอดออกมาว่ามีการใช้เงินเกณฑ์คนเข้าร่วมจำนวนมากเพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังความต้องการ 3G ของคนหมู่มากโดยกทช. ต้องรับภาระค่าใช่จ่ายการเดินทางและที่พักให้ผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์
การประชาพิจารณ์ครั้งนี้ผู้ให้บริการมือถือออกความเห็นเผ็ดร้อนน้อยกว่าการประชาพิจารณ์ 2 ครั้งที่ผ่านมา เปิดด้วยการทยอยให้ความเห็นบนเวทีของตัวแทนจากทรูมูฟที่ยืนยันคัดค้านการใช้วิธีการประมูล โดยยกเหตุผลเดิมๆว่าทั่วโลกมีเพียง 25 ประเทศ ที่ใช้วิธีประมูล แต่อีก 50 ประเทศใช้การประกวดคุณสมบัติการประมูล (Beauty Contest) และชี้ว่าการใช้วิธีการประมูลที่ผ่านมาหลายประเทศล้มเหลวเพราะประมูลในราคาสูงเกินจริงทำให้หลายประเทศมีผู้ให้บริการประสบกับปัญหาขาดทุนจนต้องถอนตัวไปจากตลาด
ด้านสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น คัดค้านวิธีการให้ไลเซนส์แบบ N-1 ซึ่งการกำหนดจำนวนไลเซนส์ต้องต่ำกว่าผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมประมูลหนึ่งรายเสมอ จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กทช.ได้เงินเข้ากระเป๋าฝ่ายเดียว และมองไม่เห็นประโยชน์ที่แท้จริงกับประชาชนผู้ใช้บริการ และยังกะตุกให้คิดด้วยว่าหากมีผู้ผ่านเข้าประมูลเพียง 2 รายก็เท่ากับมีผู้ให้บริการในตลาดเพิ่มขึ้นแค่หนึ่งรายนำมาซึ่งการผูกขาด ดังนั้นการพิจาณาจำนวนไลเซนส์ควรพิจารณาจากจำนวนประชากรด้วย ส่วนราคาเริ่มต้นการประมูลนั้นเสนอให้กทช.คำนวณบนพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศ
แต่ก็ตบท้ายแสดงความเห็นด้วยกับการเร่งผลักดัน 3G อย่างโปร่งใสเรียบง่ายเพราะหากล้าช้าก็เท่ากับประเทศนี้จะล้าหลังออกไปอีก
หลังม่านเวทีประชาพิจารณ์ วิเชียร เมฆตระการหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารเอไอเอส และธนา เธียรอัจฉริยะรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลยุทธ์องค์กร ดีแทคใจตรงกัน โดยคัดค้านวิธีการให้ใบอนุญาตแบบ N-1 เนื่องจากเห็นว่าวิธีดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันที่ดุเดือดก็จริง แต่เงินจะไหลเข้ากทช.ซึ่งหน้าที่หลักของกทช. ก็ไม่ได้จำเป็นต้องหารายได้จำนวนมากส่งเข้ารัฐ
แต่ที่สำคัญต้นทุนการประมูลที่สูง ก็จะถูกส่งผ่านเป็นภาระค่าบริการที่สูงสำหรับผู้ใช้บริการ พร้อมให้ความเห็นว่าหากมีผู้สนใจเข้าร่วมประมูล 3 รายก็เท่ากับทั้ง 3 รายมีความพร้อมไม่ควรกีดกัน แถมยังยิงคำถามกลับว่าหากมีรายใดคิดชุบมือเปิบไม่เข้าร่วมประมูลพร้อมรายอื่น แต่นั่งรอไลเซนส์เหลือที่ไม่มีใครสนใจหวังได้ของดีราคาถูกเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋ากทช.จะแก้ไขอย่างไร
ด้านศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชัน แม่ทัพใหญ่ทรูมูฟ ให้ความเห็นคัดค้านวิธีให้ไลเซนส์ครั้งนี้ไม่ยุติธรรมเพราะปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ให้บริการรายเดิมอยู่ 3 รายหากต่างชาติทุนหนาหอบเงินมาประมูล ก็เท่ากับว่าผู้ประกอบการไทยต้องหมดโอกาส ซึ่งทรูมูฟเป็นผู้ประกอบการน้องนุชคนสุดท้องที่ทุนบางที่สุดจึงมีโอกาสพลาดไลเซนส์สูงกว่ารายอื่นๆ
ศุภชัยเห็นว่าราคาตั้งต้นการประมูลที่กทช.วางไว้ 10,000 ล้านบาท ซึ่งสูงขึ้นจากราคาที่กทช.ชุดก่อนหน้านี้ตั้งไว้สำหรับไลเซนส์ความถี่ 15 MHz ที่ราคา 5,200 ล้านบาท และไลเซนส์ความถี่10MHz ราคา 4,600 ล้านบาทเกือบเท่าตัว นับเป็นราคาที่สูงเกินไปโดยราคาที่เหมาะสมควรจะเท่าเดิม ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเพราะหากทรูมูฟต้องเริ่มต้นเกมแข่งขัน 3G ด้วยการควักเงินก้อนโตตั้งแต่ต้นก็เท่ากับทรูมูฟหืดขึ้นคอตั้งแต่เปิดเกม
ในขณะที่สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ ไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกปากชมเชยว่าเป็นการทำประชาพิจารณ์ที่มีการเตรียมข้อมูลไว้ดีที่สุดแม้จะยังไม่ถึงกับได้คะแนนเต็มสิบ แต่สมเกียรติได้เสนอให้เพิ่มราคากลางการประมูลเป็น 13,000 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าควรคำนวณค่าโอนย้ายลูกค้าจากสัมปทานเดิมของเอกชนด้วย 25%
หลังรูดม่านประชาพิจารณ์ กทช.จะสรุปผลเข้าที่ประชุมในวันที่ 3 ก.ค.นี้ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาประมาณวันที่ 15-20 ก.ค. จากนั้นจะเปิดรับคำขอ และพิจารณาคุณสมบัติขั้นต้นของผู้สนใจเข้าร่วมประมูลเดือนส.ค. และเดือนก.ย. จะให้ใบอนุญาต 3.9G ได้
การผลักดันไลเซนส์ 3G ของกทช.ชุดนี้ดูเป็นไปอย่างสดใสและเต็มไปด้วยความหวังแต่หากพิจาณาในเชิงลึกก็จะพบความเสี่ยงหลายประการพร้อมจะเข้ามาแทรกแซงให้การผลักดัน 3Gครั้งนี้พังทลายลงได้ง่ายดายเช่นกัน
ปัจจัยเสี่ยงแรกคือกทช.3 คน (ประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ ประธานกทช.,สุธรรม อยู่ในธรรมและสุชาติ สุชาติเวชภูมิ) จะหมดวาระตามตำแหน่งในเดือนก.ย.นี้ โดยที่ผ่านมา กทช.ชุดเดิมไม่สามารถผลักดัน3Gสำเร็จเพราะไม่สามารถทนกระแสการคัดค้านความเหมาะสมในการทำหน้าที่ในฐานะกทช.รักษาการได้
ปัจจัยเสี่ยงที่สอง คือพ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูและวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่คาดว่าจะถูกผลักดันให้เสร็จคลอดเป็นกฎหมายในเดือนส.ค. และหลังจากนั้นในเดือนก.ย. ก็จะได้กสทช.ชุดใหม่มาหน้าที่แทนกทช.ทันที ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าในเมื่อกสทช.ชุดใหม่กำลังจะเกิดขึ้นตามกระบวนการ ทำไมกทช.ชุดนี้ถึงดึงดันจะประมูลไลเซนส์ 3G ให้ได้
ปัจจัยเสี่ยงที่สามคือ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ส่งหนังสือทวงถามถึงความชอบธรรมในอำนาจหน้าที่ของ กทช.ใน4 เรี่อง 1.ผู้ที่มีอำนาจเปิดประมูล 3Gควรจะเป็นองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 47 วรรค 2 เท่านั้นคือ กสทช. 2.คลื่นความถี่ 3G สามารถให้บริการวิทยุกระจายเสียงผ่านอินเทอร์เน็ตไร้สายได้ด้วยดังนั้นกทช.มีหน้าที่หรือไม่เพราะการอนุญาตจำเป็นต้องดำเนินการร่วมกับกสช. 3.กทช.ควรประมูลใบอนุญาต 3Gทีละใบแทนการประมูลพร้อมกันตามกทช.เสนอ และ 4.ค่าไลเซนส์ของ กทช.ควรกำหนดเท่าค่าสัมปทานเพื่อประโยชน์ของประเทศ
จากกรอบเวลาเดือนก.ย.ที่กทช.หวังว่าจะประมูลจนได้ผู้รับใบอนุญาต 3G กับปัจจัยเสี่ยงทั้งสาม รวมทั้งการบ้านจากกระทรวงการคลังที่ผูกเรื่องแปรสัญญาสัมปทานมือถือเข้ากับการออกไลเซนส์ 3G ของกทช.ทำให้เห็นว่าการผลักดัน 3G ไม่ใช่งานหมูๆ อย่างที่คิด ดีไม่ดี ก็ได้แค่เงื้อง่าเท่านั้น
ที่มา : http://www.manager.co.th/cyberBiz/ViewN ... 0000092133



